วิถีทาง “เหลือง-แดง” แก้ปม ‘เพรียะวิเหียะ’

Pic_104109

ฝ่าย เหลืองบอก “หากจริงใจแก้ปัญหาอธิปไตยไทย พร้อมจับมือแบบไม่มีสีเสื้อ แต่ถ้าเกมการเมืองอย่าหวังเกาะกระแส” มุมแดงลั่นวาจา “เรามีวิถีทางของเราชัดเจน และเราทำเรื่องนี้มานานแล้ว ทำก่อนพันธมิตรเสียอีก” โอ้ละพ่อประเทศไทย…

ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ยังเกาะติดปมพิพาทไทย-กัมพูชา อันเนื่องมาจากการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ติดต่อสัมภาษณ์นายวีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ ถึงกรณีการประชุมร่วมรัฐสภา ที่มีระเบียบวาระการประชุมข้อ 3.1 รายงานผลการพิจารณารายงานการประชุมลับเรื่องกรอบการเจรจาสำรวจและจัดทำหลัก เขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา ตลอดแนว ในกรอบของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา  และข้อ 3.3  รายงานผลการพิจารณารายงานการประชุมลับเรื่อง ร่างกรอบการเจรจาในกลไก ของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (กทช.) ไทย-กัมพูชา ในคราวประชุมร่วมกันของรัฐสภา เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2552 ที่จะสอดไส้เข้าที่ประชุม

โดยนายวีระ เปิดเผยว่า เรื่องนี้มีความไม่ชอบมาพากล อยากเรียกร้องให้มีการเลื่อนการพิจารณาออกไป  เพราะวาระการประชุมที่ส่งให้กับสมาชิกไม่มีเรื่องดังกล่าวอยู่ด้วย แต่ในระเบียบวาระการประชุมร่วมของรัฐสภา กลับมีวาระเรื่องนี้ได้อย่างไร ก่อนหน้านี้นายอภิสิทธื์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้รับปากว่า หากเรื่องใดที่เกี่ยวข้องหรือสุ่มเสี่ยงต่อการเสียอธิปไตยไทย จะเปิดเผยต่อสาธารณชน

นายวีระ สมความคิด

ต่อ มาปรากฏว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าว และผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าวาระทั้ง 2 ข้อ ก็คือเอ็มโอยู 43 และกรอบการเจรจาเรื่องดินแดนนั่นเอง ถ้าหากที่ประชุมร่วมรัฐสภาจะมีการยกมือให้นั้น จะทำให้ข้อตกลงดังกล่าว กลายเป็นสนธิสัญญาและมีผลทันที เพราะถือว่าผ่านสภาฯ แล้ว ส่วนที่นายกฯ ได้ระบุว่า ต่อไปหากเห็นว่าเอ็มโอยู 43 ไม่มีประโยชน์ก็จะยกเลิกนั้น คงเป็นไปไม่ได้เช่นกัน เนื่องจากเรื่องที่ผ่านสภาฯ ไปแล้ว จะใช้อำนาจนายกฯ คนเดียวมาดำเนินการยกเลิกไม่ได้

“เรื่องนี้ไม่โปร่งใส  ทำไมจะต้องมีการปกปิด โดยเฉพาะกับสมาชิกรัฐสภาด้วยกัน ที่จะต้องมีการส่งเอกสารให้ตรวจสอบล่วงหน้าก่อน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจยาก สำหรับคนที่ไม่พื้นฐานเลย และการที่จะตัดสินในเวลาสั้นๆ คงไม่พอ และเรื่องที่เสี่ยงต่อการเสียอธิปไตย มันไม่ใช่เรื่องลับ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนว่าจะต้องบอกประชาชนและทำประชาพิจารณ์”

นอก จากนี้ นายวีระ ยังกล่าวถึงการรวมตัวเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย ซึ่งเป็นแนวทางของประชาชนว่า ในวันที่ 17 ส.ค. เครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ จะรวมตัวกันไปฟังสิ่งที่เรียกร้องและคัดค้าน ว่ารัฐบาลและรัฐสภาจะเลื่อนการพิจารณาเรื่องนี้ออกหรือไม่ เพราะหากสมาชิกรัฐสภารับเรื่องนี้ ทุกคนที่ร่วมพิจารณาจะต้องมีส่วนรับผิดชอบที่ทำให้ไทยต้องเสียดินแดน โดยเราจะดำเนินการด้วยการถอดถอน หรืออาจจะไปสู่การขับไล่รัฐบาล เพราะที่ผ่านมารัฐบาลได้โกหกมาโดยตลอด

ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยจะนำ เรื่องข้อพิพาทเขาประวิหารยื่นต่อที่ประชุมสภานั้น แกนนำเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ กล่าวว่า หากพรรคเพื่อไทยมองเรื่องผลประโยชน์ของชาติจริง เราจะไม่มองเรื่องสีเสื้อและสามารถร่วมมือกันได้ ด้วยการเปิดแถลงข่าวเอาข้อมูลมาแลกกัน เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่หากเป็นเรื่องเกมการเมืองคงเป็นไปไม่ได้ เพราะจะทำให้ประชาชนมัวหมองไปด้วย ซึ่งถ้ามองว่าเป็นเกมการเมืองแล้วจะมาโหนกระแสที่ประชาชนทำนั้นอย่าดีกว่า เพราะประชาชนทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งเป็นการทำเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ

นายจตุพร พรหมพันธุ์

ขณะ ที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการดำเนินการเพื่อรักษาอธิปไตยไทยว่า ในการประชุมร่วมรัฐสภาจะมีการรายงานผลการปักปันเขตแดนของเจบีซี จะมีเอ็มโอยู 43 มาเป็นสาระหลักด้วย เพราะการปักเขตแดนทั้งหมด เป็นไปตามเอ็มโอยูฉบับปี 43 ซึ่งเป็นที่มาของการเสียปราสาทพระวิหาร ที่ผ่านมาเราได้อภิปรายเรื่องนี้มาหลายรอบในสภาฯ ว่าเป็นการทำข้อตกลงที่เสียเปรียบ เพราะไปยอมรับแผนที่ฝรั่งเศสกับสยามในเวลานั้น ซึ่งประเทศไทยเสียเปรียบทุกประเด็น และทหารก็สารภาพเองว่า หากเมื่อใดที่มีการปักปันเขตแดน ไทยก็จะเสียดินแดนวันนั้น ดังนั้นจึงมีการยื้อเวลาว่า จะปักปันเขตแดนเมื่อทั้ง 2 ประเทศมีความเจริญเท่าเทียมกัน

ทั้งนี้ หากปักปันเขตแดนกัมพูชา จะทำให้ไทยเสียดินแดนให้กับประเทศลาวด้วย เนื่องจากใช้แผนที่เดียวกัน ส่วนแนวทางที่จะแก้ไขเรื่องเอ็มโอยู 43 ที่จะนำเข้าที่ประชุมร่วมรัฐสภานั้น วันนี้จะเป็นการประชุมลับ เพราะวาระนี้มันกระทบกระเทือนกับความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ แต่เราจะอภิปรายในกรณีที่จะนำสงครามเข้าประเทศ หลังจากที่คณะกรรมาธิการปักปันเขตแดนร่วมเข้ามารายงาน หากจะแก้ไขปัญหาประเทศด้วยการที่ยุให้คนทะเลาะกันจนเป็นสงคราม ไทยก็จะหลีกไม่พ้นที่จะต้องขึ้นศาลโลก และหากขึ้นศาลโลกวันไหน ไทยก็จะแพ้คดีเพราะเอ็มโอยู 43

“เราพูดเรื่องนี้มานานแล้ว และทำมาก่อนพันธมิตรฯ แต่พันธมิตรฯ เพิ่งจะมีความรู้สึกเมื่อไม่กี่วันมานี้ การแก้ปัญหาเขาพระวิหาร ตราบใดที่มีเอ็มโอยู 43 จะไปโทษกัมพูชาก็ไม่ได้ เพราะเป็นความไม่เข้าท่าของประเทศไทย ที่ยอมบันทึกความเข้าใจที่เสียเปรียบกัมพูชาเอง รัฐบาลดื้อตาใส และพยายามอธิบายว่าเอ็มโอยูทำให้ไม่เสียดินแดน ไม่เสียดินแดนจริง แต่ทำให้ไทยเสียปราสาทเขาพระวิหาร เพราะยึดแผนที่ฝรั่งเศสนั้นเอง เวลานี้จึงเป็นการชนะคะคานกันด้วยโวหาร แต่ว่าในข้อเท็จจริงไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลยในการปักปันเขตแดนที่ยึดเอ็มโอ ยู 43เท่ากับเป็นการบังคับให้รัฐบาลชุดอื่นลำบากใจ เพราะคนที่ลงนามควรจะเป็นคนยกเลิกเอง”

เมื่อถามว่าจะมีการไปจับมือ กับกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อแก้ปมเขาพระวิหารหรือไม่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ตอบว่า ไม่ใช่เช่นนั้น เราพูดในหลักการของเรา แนวทางของพันธมิตรจะนำพาไปสู่สงคราม มันเป็นคนละวิธีกัน ส่วนของเราจะต้องร่วมมือกัน เพราะวันนี้เราเสียปราสาทและทางขึ้นไปแล้ว ซึ่งเรื่องนี้เราได้เตือนรัฐบาลไปแล้ว แต่รัฐบาลไม่รับฟัง จึงต้องโทษฝ่ายไทยเอง ทั้งเรื่องวิธีการคิดและการบริหารจัดการทางการทูตที่ล้มเหลว โดยเฉพาะการออกรายการดีเบต ยิ่งทำให้กัมพูชาเกิดความรู้สึกที่ไม่ดี และทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ลงเมื่อเกิดสงครามขึ้น

ที่สุดแล้ววันนี้ที่ ประชุมร่วมรัฐสภา จะเห็นพ้องกันอย่างไรก็ว่ากันต่อไป ส่วนการยกเลิกการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (อาร์บีซี) ปลายเดือนนี้ จะส่งผลการเดินหน้าปักปันเขตแดนหรือไม่ คนไทยก็อย่าลืมประเด็นนี้เชียว ไม่งั้นรู้ตัวอีกที มีหวังเหลือแค่ “ดินเดิน” ที่ไม่สามารถเรียกว่า “ดินแดน” ได้อีกต่อไป…

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.